เมื่อพูดถึงความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลในประเทศไทย ภาพจำของ “รัฐวิสาหกิจ” มักวนเวียนอยู่กับข่าวการแต่งตั้งบอร์ดโดยสายสัมพันธ์ทางการเมือง ปัญหาการขาดทุนเรื้อรัง และการทุจริตในโครงการขนาดใหญ่ แต่ท่ามกลางแรงกดดันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการถูกจับตามองจากนักลงทุนต่างชาติในปี 2026 ภาครัฐวิสาหกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับการปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์
แรงกดดันจากภายนอก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ได้ออกรายงานประเมินสถานการณ์การคลังของประเทศไทยประจำปี 2026 โดยชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางการคลัง (Fiscal Risk) ส่วนสำคัญมาจากภาระหนี้สินของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่บางแห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและขนส่งมวลชน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลจากนโยบายรัฐ
รายงานระบุว่าการขาดธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance) ในอดีต ทำให้เกิดการลงทุนที่ขาดประสิทธิภาพ (Inefficient Investment) และการรั่วไหลของงบประมาณ โจทย์สำคัญของประเทศไทยคือการสร้าง “กำแพงกันไฟ” ระหว่างผู้ถือหุ้น (กระทรวงการคลัง) กับผู้บริหารองค์กร (บอร์ดและซีอีโอ) เพื่อให้การตัดสินใจทางธุรกิจตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลตอบแทน ไม่ใช่คะแนนนิยมทางการเมือง
กลไก ITA: ดัชนีชี้ชะตา
เพื่อตอบโจทย์นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยกระดับแบบประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA (Integrity and Transparency Assessment) ให้เข้มข้นและเปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้นในปี 2026 โดยรัฐวิสาหกิจใดที่คะแนน ITA ต่ำกว่าเกณฑ์ จะถูกตัดสิทธิ์ในการขออนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และผู้บริหารระดับสูงจะถูกชะลอการพิจารณาโบนัสประจำปีโดยอัตโนมัติ
ดัชนี ITA นี้ไม่เพียงวัดเรื่องการทุจริต แต่ยังเจาะลึกถึง “การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ” (Open Data) เช่น การเปิดเผยสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ราคากลาง และความคืบหน้าโครงการแบบเรียลไทม์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถูกใช้เป็นโมเดลต้นแบบในการนำระบบ E-Procurement มาปิดช่องโหว่การฮั้วประมูล ซึ่งเป็นแหล่งฟอกเงินชั้นดีในอดีต
การปฏิรูปโครงสร้างบอร์ด
ประเด็นร้อนที่สุดในปี 2026 คือการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจฉบับใหม่ โดยสาระสำคัญคือการยกเลิกการให้ข้าราชการการเมืองนั่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจโดยตำแหน่ง และเปลี่ยนมาใช้ระบบ “คณะกรรมการสรรหา” ที่มีความเป็นอิสระสูงขึ้น คล้ายกับกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เป้าหมายคือการทำให้บอร์ดรัฐวิสาหกิจปลอดจากวาระซ่อนเร้นทางการเมือง นี่คือความหวังของประชาชนและพนักงานรัฐวิสาหกิจในการยกระดับองค์กรให้แข่งขันได้ในระดับอาเซียน การปฏิรูปนี้กำลังถูกจับตามองว่าหากสำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงของประเทศไทยในเวทีการลงทุนระหว่างประเทศได้อย่างมหาศาล

